000 06646nam a2200349 a 4500
001 vtls000069825
003 MTX
005 20260107100018.0
008 130104s2012 th a 000 0dtha d
039 9 _a201507151834
_bVLOAD
_c1
_dSTAFF MATRIX
_c201308071316
_dkusolphong
_c201306272326
_dVLOAD
040 _aPBRU
082 0 4 _aวพ 371.2
_bก152ค
100 0 _aกรกฤศ แหลมสุข
_9101375
245 1 0 _aความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารการขัดแย้งของผู้บริหารกับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 : วิทยานิพนธ์ =
_bThe relationship between conflict management skills of school administrators and internal audit process under the Phetchaburi primary educational service area office 1 /
_cกรกฤศ แหลมสุข
246 3 1 _aThe relationship between conflict management skills of school administrators and internal audit process under the Phetchaburi primary educational service area office 1
260 _aเพชรบุรี :
_bสาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี,
_c2555
300 _a(10), 93 แผ่น :
_bภาพประกอบ ;
_c30 ซม. +
_eซีดีรอม 1 แผ่น
502 _aวิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 2555
520 _aการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทักษะการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา 2)กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาและ3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษากับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 85 โรงเรียนจากจำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยด้านทักษะการบริหารงานเป็นทีมอยู่ในอันดับสูงสุด รองลงมาคือด้านทักษะการมีความยืดหยุ่นและด้านทักษะการสื่อสารและการเจรจาต่อรองอยู่ในอันดับต่ำสุด 2. กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยด้านการวางแผนและการจัดทำโครงการนิเทศภายในอยู่ในอันดับสูงสุด รองลงมาคือด้านการดำเนินงานปฏิบัติการนิเทศและด้านการศึกษาสภาพปัจจุบันอยู่ในอันดับต่ำสุด 3. ทักษะการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษากับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ข้อค้นพบจากการวิจัย คือ ผู้บริหารควรมีการพัฒนาด้านทักษะการสื่อสารและการเจรจาต่อรองและใช้ การบริหารงานเป็นทีมขณะเดียวกันปรับปรุงด้านการวางแผนและการจัดทำโครงการนิเทศภายใน เพื่อให้การบริหารกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
610 2 4 _aมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.
_bสาขาวิชาการบริหารการศึกษา
_xวิทยานิพนธ์
_977623
610 2 4 _aมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
_xวิทยานิพนธ์
_yพ.ศ. 2555
_996648
650 4 _aการนิเทศการศึกษา
_xวิทยานิพนธ์
_920010
650 4 _aการศึกษา
_xการบริหาร
_xวิทยานิพนธ์
_969068
650 4 _aการบริหารการศึกษา
_xวิทยานิพนธ์
_969319
910 _a201301G
942 _c5
_2ddc
999 _c66522
_d66522
856 _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/66522/66522.pdf
_3Fulltext
942 _c11