| 000 | 10223nam a22004577a 4500 | ||
|---|---|---|---|
| 008 | 180717s2021 th a|||| |||| 000 0 tha d | ||
| 039 |
_a7972 _bพีรวัฒน์ เพ่งผุดผ่อง _c6182 _dนิรดา เอี่ยมอาษา |
||
| 040 | _aPBRU | ||
| 082 | 0 | 4 |
_aวพ 355.1 _bว734ร 2564 |
| 100 | 0 |
_aวิไลลักษณ์ วงศ์บัณฑิตย์ _9127138 |
|
| 245 | 1 | 0 |
_aรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการทำงานของกำลังพลในมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี : วิทยานิพนธ์ = _bModel for developing competency of personnel in 15th military circle in phetchaburi province / _cวิไลลักษณ์ วงศ์บัณฑิตย์ |
| 246 | 3 | 1 | _aModel for developing competency of personnel in 15th military circle in phetchaburi province. |
| 260 |
_aเพชรบุรี : _bสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, _c2564 |
||
| 300 |
_a199 แผ่น : _bภาพประกอบ ; _c30 ซม. + _eซีดีรอม 1 แผ่น |
||
| 502 | _aวิทยานิพนธ์(รป.ม.)—มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 2564 | ||
| 520 | _aการพัฒนากำลังพลมีผลต่อการพัฒนาองค์กรมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรีให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้นที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถทั้งองค์การและบุคลากรอย่างมีผลสัมฤทธิ์จึงทำผู้วิจัยสนใจทำวิจัยเรื่องนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะการทำงานของกำลังพลในมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการทำงานกับผลการพัฒนาของกำลังพล ในองค์การ และ 3) เสนอรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการทำงานที่เหมาะสมของกำลังพลในมณฑล ทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินการวิจัยโดยรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมา จากกำลังพลสังกัดมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 240 นาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่นายทหารชั้นสัญญาบัตร นายทหารชั้นประทวน พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวมจำนวน 7 นาย และทำการวิเคราะห์เนื้อหาสรุปเป็นข้อความเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะการทำงานของกำลังพล ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความรู้ (X1) ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (X4) ด้านแรงจูงใจและเจตคติ (X3) ด้านความร่วมแรงร่วมใจ (X5) และด้านทักษะ (X2) ในขณะที่ผลการพัฒนาของก าลังพลในภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นทหารอาชีพ (Y1) ด้านคุณธรรม (Y2) ด้านการเป็นที่พึ่งของประชาชน (Y5) ด้านการไม่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลและสิ่งเสพติด (Y3) และด้านระเบียบวินัย (Y1) ตามลำดับ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการทำงานกับผลการพัฒนาของกำลังพลทั้งภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ 0.01 เรียงตามลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านทักษะ (X2) ด้านความรู้ (X1) ด้านแรงจูงใจและเจตคติ (X3) ด้านความร่วมแรงร่วมใจ(X5) และด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์(X4) ตามลำดับ 3. รูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะการทำงานของกำลังพลในมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรีประกอบด้วย 1) การให้การศึกษาตามลำชั้นที่สอดคล้องกับหลักภารกิจ 2) ฝึกอบรม ตามหลักสูตรความชำนาญในหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบ 3) พัฒนากำลังพลตามหลักสูตรที่เป็นไปตาม นโยบายของกระทรวงกลาโหม และนโยบายมณฑลทหารบกที่ 15 4) เสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงพร้อมปฏิบัติหน้าที่ และ 5) ให้ปฏิบัติตามหลักศีลธรรม มีจิตสาธารณะและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ข้อค้นพบจากผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดแนวทางพัฒนาสมรรถนะการทำงานของกำลังพลในมณฑลทหารบกที่ 15 ที่สำคัญได้แก่การให้การศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้มีคุณวุฒิที่สูงขึ้น การฝึกอบรมด้านดิจิทัลเทคโนโลยี และการพัฒนาความทันสมัยที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก | ||
| 541 | _aบริจาค | ||
| 610 | 2 | 4 |
_aมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. _bสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ _xวิทยานิพนธ์ _9112362 |
| 610 | 2 | 4 |
_aมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี _xวิทยานิพนธ์ _y2565 _9125317 |
| 650 | 4 |
_aทรัพยากรมนุษย์ _xการบริหาร _xวิทยานิพนธ์ _9126263 |
|
| 650 | 4 |
_aการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ _xวิทยานิพนธ์ _9110796 |
|
| 650 | 4 |
_aทหาร _xวิทยานิพนธ์ _9127139 |
|
| 655 | 4 |
_aการพัฒนากำลังพล _9127140 |
|
| 655 | 4 |
_aสมรรถนะ _9127141 |
|
| 856 | 4 |
_3cover _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_cover.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3abstract _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_abstract.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3acknowledgement _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_acknowledgement.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3content _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_content.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3chapter1 _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_chapter1.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3chapter2 _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_chapter2.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3chapter3 _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_chapter3.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3chapter4 _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_chapter4.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3chapter5 _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_chapter5.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3bibliography _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_bibliography.pdf |
|
| 856 | 4 |
_3appendix _uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91604/91604_appendix.pdf |
|
| 910 | _a200209 | ||
| 942 |
_2ddc _c5 _05 |
||
| 942 |
_c11 _2ddc |
||
| 942 | _01 | ||
| 999 |
_c91604 _d91604 |
||