000 10881nam a22004697a 4500
008 180717s2021 th ||||| |||| 000 0 tha d
039 _a7972
_bพีรวัฒน์ เพ่งผุดผ่อง
_c1
_dSTAFF MATRIX
040 _aPBRU
082 0 4 _aวพ 513.2
_bด673ก 2564
100 0 _aดุจฤดี ประเสริฐสวัสดิ์
_9127424
245 1 0 _aการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการตั้งปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 : วิทยานิพนธ์ =
_bEnhancing mathayomsuksa 4 students’ mathematical problem solving ability through learning activities employing problem-based learning approach and problem posing approach /
_cดุจฤดี ประเสริฐสวัสดิ์
246 3 1 _aEnhancing mathayomsuksa 4 students’ mathematical problem solving ability through learning activities employing problem-based learning approach and problem posing approach
260 _aเพชรบุรี :
_bสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี,
_c2564
300 _a155 แผ่น :
_c30 ซม. +
_eซีดีรอม 1 แผ่น
_b;
502 _aวิทยานิพนธ์(ค.ม.)—มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 2564
520 _aความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถพื้นฐานที่สำคัญ และ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนทุกคนควรจะได้เรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาให้เกิดขึ้นในตัวเองจนสามารถนำไปใช้ในแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ผู้วิจัยจึงสนใจในการทำวิจัยเรื่องนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในภาพรวมและแยกตาม องค์ประกอบย่อยของนักเรียนก่อน และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการตั้งปัญหา และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา ทางคณิตศาสตร์ในภาพรวมและแยกตามองค์ประกอบย่อยของ นักเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการตั้งปัญหากับกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบปกติกลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1 จำนวน 35 คน และกลุ่มควบคุม ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2 จำนวน 34 คน โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่ แผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการตั้งปัญหาคณิตศาสตร์ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC มีค่าตั้งแต่ 0.80 – 1.00 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าทีและการวิเคราะห์ค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการตั้งปัญหา มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการตั้งปัญหา มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อค้นพบจากการวิจัย คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการตั้งปัญหาเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงข้อมูล นำข้อมูลมาวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างเป็น ขั้นตอน สามารถดำเนินการแก้โจทย์ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนั้นการตั้งปัญหา ยังกระตุ้นให้นักเรียนจดจ่อกับเนื้อหาและเรื่องที่เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการเรียนรู้ จึงทำให้นักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์
541 _aบริจาค
610 2 4 _aมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
_bสาขาหลักสูตรและการสอน
_xวิทยานิพนธ์
_996634
610 2 4 _aมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
_xวิทยานิพนธ์
_y2564
_9125180
650 4 _aคณิตศาสตร์
_xมัธยมศึกษา
_xวิทยานิพนธ์
_9127425
650 4 _aคณิตศาสตร์
_xการแก้ปัญหา
_xวิทยานิพนธ์
_9127426
650 4 _aคณิตศาสตร์
_xกิจกรรม
_xวิทยานิพนธ์
_9127427
655 4 _aการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์
_9127428
655 4 _aการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
_9127429
655 4 _aการตั้งปัญหา
_9127430
856 4 _3cover
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_cover.pdf
856 4 _3abstract
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_abstract.pdf
856 4 _3acknowledgement
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_acknowledgement.pdf
856 4 _3content
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_content.pdf
856 4 _3chapter1
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_chapter1.pdf
856 4 _3chapter2
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_chapter2.pdf
856 4 _3chapter3
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_chapter3.pdf
856 4 _3chapter4
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_chapter4.pdf
856 4 _3chapter5
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_chapter5.pdf
856 4 _3bibliography
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_bibliography.pdf
856 4 _3appendix
_uhttps://book.pbru.ac.th/multim/thesis/91607/91607_appendix.pdf
910 _a202209
942 _2ddc
_c5
942 _c11
_2ddc
942 _01
999 _c91607
_d91607